เอสซีจีชี้ “ไทยต้องใช้ ASEAN Strategy” คว้าโอกาสเศรษฐกิจในวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ ในงาน Thailand Focus 2026

 เอสซีจีชี้ “ไทยต้องใช้ ASEAN Strategy” คว้าโอกาสเศรษฐกิจในวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ ในงาน Thailand Focus 2026 

 


กรุงเทพฯ – วันที่ 31 สิงหาคม 2569: ปีนี้มีหลายเวทีที่ผู้นำองค์กรร่วมวงพูดคุยกันเรื่อง ภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) กับการปรับแผนยุทธศาสตร์หรือแนวทางรับมือระเบียบโลกที่เปลี่ยนไป ล่าสุดในงาน Thailand Focus 2026 มีวงเสวนาหัวข้อ “Geopolitics to Profit: Which Thai Sectors Will Win from Global Realignment?” (พลิกความท้าทายด้านภูมิรัฐศาสตร์สู่โอกาสเศรษฐกิจไทย: อุตสาหกรรมใดจะคว้าโอกาสจากระเบียบโลกใหม่?) ประเทศไทยจะสามารถคว้าโอกาสและสร้างความได้เปรียบจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ได้อย่างไร? นี่คือโจทย์สำคัญจากวงเสวนา Thailand Focus 2026 โดยนายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี ประเมินจุดยืนและโอกาสของไทยไว้อย่างน่าสนใจ ดังนี้ 

 

โอกาสจากเม็ดเงิน FDI และการขยับตัวของภาครัฐ  

แม้โลกจะเผชิญความไม่แน่นอน แต่ธรรมศักดิ์ชี้ให้เห็นว่า การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) กลับหลั่งไหลเข้าไทยอย่างโดดเด่น โดยในปีนี้มีมูลค่าคำขอจดทะเบียนเข้าใกล้ระดับ 1 ล้านล้านบาทแล้ว และเม็ดเงินเหล่านี้ไม่ได้อยู่แค่ในกลุ่ม Data Center แต่ครอบคลุมถึงอุตสาหกรรมอย่างเทคโนโลยีชีวภาพ การลดคาร์บอน เศรษฐกิจสีเขียว และอุตสาหกรรมรีไซเคิล  


ขณะเดียวกันภาครัฐกำลังเร่งขับเคลื่อนเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ผ่านคณะอนุกรรมการ 4 ชุดที่มุ่งเรื่อง 1) การผลักดันข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) 2) การพัฒนาทุนมนุษย์ 3) การกระจายเทคโนโลยีดิจิทัล และ 4) การเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐ เช่น การใช้ ‘Super-licensing’ เพื่อให้การทำธุรกิจง่ายขึ้น และปัจจัยเหล่านี้คือรากฐานสำคัญที่จะดึงดูดเม็ดเงินลงทุนและสร้างแพลตฟอร์มเศรษฐกิจใหม่ให้ไทยในช่วง 20 ปีข้างหน้า 

 

เจาะวิสัยทัศน์ China+1 และ ASEAN Strategy 

ธรรมศักดิ์มองแนวโน้ม China+1 กับการกระจายห่วงโซ่อุปทาน ว่าไม่ใช่แค่เรื่องชั่วคราว 


"เทรนด์ China+1 และการไหลเข้าของเม็ดเงิน FDI สู่ไทยและอาเซียน ไม่ใช่เรื่องชั่วคราว แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง (Structural Shift) เมื่อเราต้องรับมือกับยักษ์ใหญ่อย่างจีน เราจำเป็นต้องมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจน นั่นคือ 'ยุทธศาสตร์อาเซียน' (ASEAN Strategy) เพื่อสร้างขนาดตลาด (Scale) ให้ใหญ่พอที่จะแข่งขันได้ การแข่งขันในจีนตอนนี้เป็น Red Ocean ที่ดุเดือดมาก แต่สินค้าหรือการผลิตเดียวกันนั้น เมื่อนำมาดำเนินธุรกิจในอาเซียนจะกลายเป็น Blue Ocean ทันที” 


ในขณะที่ภาคอุตสาหกรรมต้องรับมือกับภาวะสินค้าล้นตลาด (Overcapacity) จากจีน ซึ่งทำให้เกิดการแข่งขันด้านราคาอย่างอย่างดุเดือด แต่หากมองอีกมุมหนึ่ง อาเซียนก็ได้รับประโยชน์มหาศาลจากการย้ายฐานทุนเข้าไทย ทั้งยังได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีร่วมด้วย 


“หากไทยต้องการเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ในระยะยาว ภาคธุรกิจอย่าทำเพียงแค่รับจ้างผลิตหรือประกอบชิ้นส่วน (OEM) แต่ต้องยกระดับตัวเอง ดูดซับเทคโนโลยีขั้นสูง และสร้างความลึกให้ห่วงโซ่อุปทานของประเทศ” 



 

“ปิดโรงงานเก่า รุกเทคโนโลยีใหม่” วิธีที่เอสซีจีใช้ปรับตัว  

ธรรมศักดิ์อธิบายว่า เอสซีจีเริ่มตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้าง ด้วยการทยอยปิดโรงงานขนาดเล็กเก่าในภูมิภาคอาเซียน แล้วหันมาลงทุนสร้างโรงงานแบบรวมศูนย์ที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ทั้งยังผสานการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI), Physical AI, และระบบอัตโนมัติมาไว้ด้วยกัน 


"เมื่อเราสร้างโรงงานที่ใหญ่ขึ้น เราสามารถนำ AI และหุ่นยนต์เข้ามาใช้ในต้นทุนที่คุ้มค่า ซึ่งช่วยยกระดับคุณภาพ ลดของเสีย และลดการใช้พลังงาน หากเราคำนวณสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด เราจะเห็นประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นมหาศาล” ธรรมศักดิ์ย้ำในตอนท้าย 

 

โอกาสของไทยจึงไม่ได้อยู่เพียงการเป็นจุดหมายปลายทางของเม็ดเงินลงทุน แต่คือการใช้จังหวะนี้ยกระดับขีดความสามารถของประเทศทั้งระบบ ตั้งแต่เทคโนโลยี ห่วงโซ่อุปทาน ไปจนถึงการสร้าง Scale ในระดับอาเซียน เพื่อเปลี่ยนกระแสการลงทุนในวันนี้ให้กลายเป็นความสามารถในการแข่งขันที่ยั่งยืนในระยะ 10–20 ปีข้างหน้า โดยภาคธุรกิจและ SMEs ต้องเดินหน้าปรับตัวและลงทุนไปพร้อมกัน เพื่อให้ไทยก้าวจากผู้รับการลงทุน สู่การเป็น Strategic Hub ที่เชื่อมโยงจีน อาเซียน และตลาดโลกได้อย่างแท้จริง 

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เส้นทางสายสุนทรีย์ “ดร.ภูวิช ปัญญาสิทธิ์” จากที่ปรึกษารองประธานสภาฯ สู่ศิลปินเพลงลูกกรุงกิตติมศักดิ์ เผยความในใจรับปี 2569 ยึดถือบุญคุณปรมาจารย์ผู้สร้าง

ร่วมบุญสร้างพระ หลวงพ่อสำเร็จ ศักดิ์สิทธิ์ รุ่นรวยพันล้านมวลสารแห่งเดียวใน เขตบางซื่อ กทม. แห่งขนาดหน้าตักกว้าง 49 นิ้ว ความสูงจากพระเพลาถึงยอดพระเกตุ 49 นิ้ว ณ สวนปฏิบัติธรรมสุวรรณสุทธารมย์ วัดทองสุทธาราม บางซื่อ กรุงเทพฯ